องค์ความรู้ด้าน ผลิตภัณฑ์

“กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร/ส่งเสริมอาชีพ/วิสาหกิจชุมชน”

โดย นางสาวรัฐยา  กลั่นจุ้ย       ตำแหน่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร

กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร     สำนักงานเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี

 

 “ยอ” (Morinda citrifolia Linn.) เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณค่ามาก ทั้งการใช้เป็นอาหารและยา ยอเป็นพืชพื้นเมืองในประเทศเขตร้อน ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบ ผลอ่อนมีสีเขียวสด มีตาเป็นตุ่มรอบผล เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวนวลอมส้ม อ่อนนุ่ม มีกลิ่นฉุน ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มเป็นจำนวนมาก ในผลยอมีสาระสำคัญ คือ แอสเปรูโลไซต์ (Asperuloside) มีฤทธิ์แก้คลื่นไส้ อาเจียน สาร โปรซีโรนีน (Proxeronine) ซึ่งมีอยู่มากในผลยอ เมื่อรวมตัวกับเอ็นไซม์โปรซีโรนีนที่ลำไส้ใหญ่ จะช่วยปรับสภาพเซลล์ให้มีความสมดุลแข็งแรงและมีภูมิต้านทานที่ดี และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น มะเร็ง และเนื้องอกได้ อีกทั้งในลูกยอยังมีสารสโคโปเลติน (Scopoletin) มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือด ให้มีความยืดหยุ่น ทำให้ระดับความดันโลหิตลดลง

จากประโยชน์นานัปการของ “ยอ” ทำให้คุณขนิษฐา  หลำโต ประธานกลุ่มสมุนไพรน้ำลูกยอ ทำการศึกษาและทดลองรับประทานด้วยตนเองเพื่อรักษาโรครูมาร์ตอย กอรปกับความรู้เกี่ยวกับยาแผนโบราณที่ได้รับถ่ายทอดจากบิดา จึงทดลองทำน้ำลูกยอรับประทาน ซึ่งเริ่มแรก ใช้สูตร ลูกยอ 3 ส่วน น้ำตาลทราย 1 ส่วน เมื่อรับประทานไประยะหนึ่งอาการของโรครูมาร์ตอยทุเลาลงและสุขภาพแข็งแรงขึ้น และไม่ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง คุณขนิษฐาจึงปรับปรุงสูตรเพื่อเพิ่มคุณประโยชน์และรับประทานง่ายขึ้น โดยผสมน้ำผึ้งป่ากับน้ำลูกยอ (น้ำผึ้งป่า เป็นน้ำผึ้งบริสุทธิ์มีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ตกตะกอน)

ปัจจุบันกลุ่มสมุนไพรน้ำลูกยอ ได้พัฒนาสูตรน้ำลูกยอ จนได้รับมาตรฐาน อย. มผช. และ GMP เป็นที่ยอมรับของตลาด และยินดีให้คำปรึกษาและสอนผู้สนใจในการทำน้ำสมุนไพร

ส่วนผสมน้ำสมุนไพรลูกยอ ลูกยอดิบแก่ 50 กิโลกรัม   น้ำตาลทรายแดง 3 กิโลกรัม    และ น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 3 ขวด

วิธีทำ 1. คัดเลือกลูกยอแก่จัด สีขาว เมล็ดดำ (เก็บจากต้น ไม่ใช้ลูกยอที่สุกหล่นเนื่องจากผลนิ่มเกินไป)

          2. ล้างทำความสะอาดลูกยอ และผึ่งให้สะเด็ดน้ำ

          3. นำลูกยอใส่ถังพลาสติกสีขาวคลุมด้วยผ้าขาวบาง และปิดฝา ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน (ลูกยอจะสุกเละ)

          4. ใส่น้ำตาลทรายแดงในถังหมัก และคนให้เข้ากัน หมักไว้ 5 เดือนขึ้นไป แต่ต้องเปิดฝาทุกๆ 5 – 7 วัน

              เนื่องจากจุลินทรีย์จะทำปฏิกิริยาเกิดคราบสีขาว คนให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกันและเปลี่ยนผ้าขาวบางที่ปิดฝาไว้

          5. เมื่อครบกำหนดการหมัก ตักน้ำส่วนบนมากรองและใส่หม้อต้มให้เดือด ใส่น้ำตาลทรายแดง และใส่น้ำผึ้ง

             ตามอัตราส่วน คนให้ละลายเข้ากัน

          6. เมื่อน้ำเดือด 85 – 90 c แล้ว จึงวัดค่าความหวาน ให้ได้ค่า 13 – 15 บริกซ์ ถ้าหวานมาก ให้เติมน้ำหมักลูกยอ

             ถ้าหวานน้อยให้เติมน้ำตาลทรายแดง

          7. เมื่อได้ค่าความหวานตามต้องการแล้ว กรองขณะร้อนใส่หม้อ และกรอกใส่ขวดขณะร้อนโดยผ่านการกรองอีกครั้ง

             (ขวดที่ใช้ผ่านการอบฆ่าเชื้อและกรอกน้ำลูกยอขณะขวดร้อน) ปิดฝาทันที และนำไปแช่ในน้ำเย็นจัดเพื่อน็อคเชื้อ

          8. เมื่อขวดเย็นแล้ว ล้างทำความสะอาด ซีลคอขวดและติดฉลาก สามารถเก็บไว้ได้นาน 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น

             รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า เย็น

          ผลิตภัณฑ์สมุนไพรน้ำลูกยอมีค่าความหวานต่ำ ผลการวิจัยจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้ เมื่อรับประทานแล้วจะมีอาการดีขึ้น ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพาต ปวดข้อ ไขข้ออักเสบ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หอบหืด ภูมิแพ้ นอนไม่หลับ โรคเครียด ระบบย่อยอาหารไม่ดี เรี่ยวแรงไม่มี โรคซึมเศร้า เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังไม่ควรดื่มน้ำลูกยอ เพราะในน้ำลูกยอมีธาตุโปแตสเซียมสูง และสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่มน้ำลูกยอมากเกินไป    เพราะยอเป็นกลุ่มยอร้อนอาจทำให้แท้งบุตรได้

          ทั้งนี้ ขอขอบคุณ คุณขนิษฐา หลำโต ประธานกลุ่มสมุนไพรน้ำลูกยอ ผู้เอื้อเฟื้อข้อมูลการทำสมุนไพรน้ำลูกยอ

P3150467